ทริปภูเก็ต 3 วัน 2 คืน

สวัสดีค่าาา… บันทึกนี้จะมาเล่าถึงเรื่องราวการไปเที่ยวกับญาติพี่น้องที่ภูเก็ต เมื่อตอนก่อนสิ้นปีที่ผ่านมา แต่พลอยศรีเพิ่งมีอารมณ์หยิบยกก็วันนี้ ฮาฮา

ก่อนอื่นต้องขอบคุณผู้จัดทริปทั้งสองท่าน คือน้องสาวพลอยศรีและลูกพี่ลูกน้องอีกคน ที่บริหารจัดการพาคณะลูกทัวร์ พ่อ อา และลูกหลานไปเที่ยวกัน

ทริปนี้สุข สนุกสนานและสมบูรณ์มากๆ อาจจะมีเรื่องฝนตกบ้างประปรายมากระทบ แต่อันนี้ก็ถือว่ามันคือเหตุที่เกิดจากธรรมชาติ เราก็มองข้ามไปแล้วกัน

ทริปนี้เริ่มแรกเดิมที เกิดขึ้นมาจากอาผู้หนึ่งในตระกูล อยากจะพาพี่น้องลูกหลานลงไปเที่ยวทะเลภูเก็ต ซึ่งสองอาเค้าเคยไปกันแล้ว แต่ครั้งนี้อยากพากันไปทุกคนทุกครอบครัว อารมณ์ก็ประมาณว่า อยากชวนกันไปเที่ยวนั่นแหละ

“สนใจไหม พี่ๆน้องๆ รวมตัวไปเที่ยวด้วยกันสักที เพราะทุกคนปกติแล้วก็ต่างคนต่างไป หรือมาพบหากันก็ไม่เคยอยู่พร้อมกันทุกคนสักที”

งานนี้ทุกคนก็เลยโอเค เห็นดีเห็นงามตามกันไป ฮาฮา

นี่คือเหตุที่มาของการจัดทริปลงใต้เพื่อไปชมทะเลอันดามันกัน พลอยศรีอยู่มาเลย์ก็อยากจะไปเที่ยวกับเค้าด้วยไง เพราะก็อย่างที่บอกมันเป็นทริปครอบครัวญาติพี่น้อง ก็คืออยากให้มารวมกันให้ครบทุกคนแต่ก็ไม่ได้บังคับฝืนใจใคร ถ้าสะดวกก็มา

พลอยศรีสำรวจวันเวลาและก็ตัดสินใจตามเค้าไป โดยซื้อตั๋วจากมาเลย์บินตามไปพบกันที่ภูเก็ตเลย เราก็บริหารจัดการเวลาและค่าใช้จ่ายผ่านน้องสาวผู้ทำทริป และน้องอีกคนก็จัดการเรื่องทัวร์ จะเที่ยวที่ไหน กินอะไร นอนตรงไหน พอทุกอย่างลงตัวน้องนางก็เรียกเก็บสตางค์กันทุกบ้านไป

เอาหละเกริ่นเรื่องราวมาพอสมควรถึงที่มาที่ไปแล้ว ทีนี้ก็เตรียมตัวเดินทางกันเถอะ พวกเรานัดเจอกันที่สนามบินดอนเมืองตอนหกโมงเช้า เพราะทุกคนมาจากหลายหลายที่ ภาคเหนือบ้าง ภาคตะวันออกบ้าง อยู่ในกรุงเทพบ้าง เรานัดเจอกันที่สนามบินเลย พอหกโมงเช้าทุกคนก็มาพร้อมเพียงกันและก็พากันเดินทำพิธีกรรมตามตรวจสอบขั้นตอน พวกเค้าใช้บริการสายการบินนกแอร์ กำหนดเวลาเครื่องจอดที่สนามบินภูเก็ต คือ ตอนแปดโมงครึ่ง

พลอยศรีก็เลือกสายการบินที่กำหนดจอดในเวลาใกล้เคียงกัน และโชคดีมากๆ ที่วันนั้นเครื่องบินไม่ล่าช้า บินตามกำหนดเวลา และไปถึงก่อนสักครึ่งชั่วโมงก็นั่งรอไปแบบสบายๆ โดยพลอยศรีใช้บริการแอร์เอเชีย ต้องใส่รูปไว้ด้วยเลย ขอบคุณเค้าที่ไม่ล่าช้า ฮาฮา

สักพักทุกคนก็เดินออกมา เราทักทายกันด้วยหน้าตาอิดโรยเล็กน้อย เพราะทราบว่าทุกคนตื่นนอนกันตั้งแต่ตีสอง บางคนตีสาม ออกจากบ้านกันตั้งแต่ตีสี่ ก็ขำๆกันไป นักเที่ยวและนักทำงานก็ต้องใช้เวลากันแบบนี้แหละเนาะ ตัวพลอยศรีเองก็ตื่นตีสาม ออกจากบ้านตีสี่ พอๆกันกับทุกคน

พอเครื่องบินลงจอด รถตู้ก็มาจอดรอ เราใช้บริการรถตู้สองคัน คันละสิบที่นั่ง ก็สบายมากๆเลย เรามีเด็กสามคนและเด็กน้อยหนึ่งคน ไม่อึดอัด ครอบครัวเด็กๆก็ไปอยู่รวมกันเพราะเด็กๆก็ชอบเล่นกัน

ออกจากสนามบินพวกเราตรงดิ่วกันไปที่ร้านอาหารก่อน มื้อเช้ามื้อแรกพวกเราต้องไปกินติ๋มซำกัน เหมือนเป็นพิธีกรรมอีกแล้ว คือมาภูเก็ตแล้วก็ต้องกินติ๋มซำ กับบากุดเต๋เป็นอาหารเช้า ขำอ่ะ

ร้านติ๋มซำร้านนี้คนเยอะมาก พวกเราก็นั่งแยกโต๊ะกันตามสะดวกโต๊ะละสี่ห้าคน อยากจะกินอะไรก็เดินไปที่จุดบริการ และก็ชี้ๆเอา พนักงานก็จะคีบใส่ถาดมาให้และนำมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ทุกคนก็มีถาดเป็นของตนเอง พอมาที่โต๊ะมันก็เลยจะเต็มๆประมาณนี้แหละ อิ่มกันจนพุงปลิ้น กินเสร็จน้องสาวแผนกบัญชีก็จัดการจ่ายไป คนอื่นๆก็ไปทำธุระส่วนตัวเข้าห้องน้ำ ยืดเส้นยืดสายและก็ขึ้นรถต่อ

คราวนี้ก็ทำการแยกรถ และก็จัดทัวร์แยกแบบส่งเด็กๆไปดูปลา ผู้ใหญ่ไปเดินคาเฟ่ ใครอยากจะไปไหนก็เดินไปขึ้นคันนั้น นึกแล้วก็ขำดี คนจัดเก่งมากต้องชื่นชม ทำให้ทุกคนได้สนุกตามช่วงวัย

แม่ๆก็ไม่อยากไปดูปลาเลย อยากจะไปคาเฟ่ด้วย แต่ก็ต้องตามลูกๆไป ผู้จัดทริปก็บอกว่า ไม่ต้องกลัว เราให้ทุกคนได้ไปเดินคาเฟ่ชมเมืองเก่าเหมือนกัน แต่แค่ไม่ไปเวลาเดียวกันเท่านั้น คือ นัดพบกันที่โรงแรมเพื่อเช็คอินตอนสามโมงเย็น ดังนั้นมีเวลาดูปลาสองชั่วโมง และมีเวลาเดินชมเมืองเก่าอีกสองถึงสามชั่วโมง ไปไหนกันก่อนก็เลือกเอา

จากนั้นก็เป็นที่ทราบกันว่า เด็กๆแฮปปี้กับการดูปลามากๆ แม่ๆก็เลยมีความสุขตามไปโดยปริยาย

ส่วนคนไม่ไปดูปลาเราก็มีเวลาเรื่อยเฉื่อยจนกว่าจะสามโมงเย็นเช่นกัน พวกเราก็ตามอัธยาศัยเลย เราแยกกันแค่วันแรกเท่านั้น วันอื่นเราจะตามกันไปทุกที่ วันนี้เราแยกเอาใจเด็กก่อน ผู้จัดทริปก็บอกว่า คณะที่ไปดูปลาและทานกลางวัน แวะคาเฟ่ใช้จ่ายกันกันเท่าไหร่ให้เอาบิลมาเบิก

ทุกคนก็เข้าใจตรงกัน คือมาเที่ยวครั้งนี้ไม่ต้องควักแล้ว ถึงจะแยกกันบ้าง จ่ายอะไรไปก็มาเบิกได้จ๊ะ แต่ก็ให้ดูสมเหตุสมผลนะ ถ้าหวือหวามากต้องจัดการตัวเอง เพราะวันนี้มื้อกลางวันของคนไม่ดูปลาเรามีแผนไปกินขนมจีนน้ำยาปูกัน ราคาไม่เกินหัวละร้อยนะ อย่างฮา คือฟังและขำมาก แม่นางดักไว้ กลัวคนไปเข้าเหลา

เอาหละ พอเข้าใจกันดีทุกคนก็แยกย้าย พวกเราผู้ใหญ่ พ่อและอาๆ พี่น้องที่โตแล้วก็พากันเบียดๆขึ้นรถไปคันนึง ไปหาร้านกาแฟนั่งชิลกัน เพื่อเป็นการพักผ่อน ตอนนี้ยังไม่อยากจะไปเดินที่ไหน

จุดนี้ก็คือ ดีมากๆ เป็นร้านกาแฟเล็กๆที่ไม่ได้อยู่ในแหล่งท่องเที่ยว ออกมาข้างนอกนิดหน่อย แต่เค้าเป็นร้านกาแฟที่คั่วเอง บดเอง ขายเอง เป็นกาแฟสดแบบที่เราสามารถมองเห็นได้ว่าเค้าทำเองในบ้าน

ร้านมีที่นั่งไม่กี่ที่ แต่มีห้องพิเศษสำหรับครอบครัว เอาจริงๆคือไม่รู้ด้วยซ้ำว่าที่นี่เป็นร้านกาแฟ เพราะมันคือบ้านของคุณหมอท่านหนึ่งที่เค้าหลงไหลในกาแฟก็เลยเปิดบ้านทำซะเลย คนที่รู้และมีรถจึงจะสะดวก คนที่ไม่รู้ก็เดินอยู่แถวๆคาเฟ่สวยๆในตัวเมืองเก่าเท่านั้น

ตอนที่เรามาถึงตอนแรกก็คิดนะ ไหนวะคาเฟ่ มองไม่เห็นอะไรที่บ่งบอกเลยจริงๆ แต่ไกด์ที่เราใช้บริการเค้าแนะนำมาว่าที่นี่มันดีนะ กาแฟอร่อย ราคาก็น่ารักแบบเค้าแนะนำเชิงบังคับกรายๆว่าต้องมาที่นี่เท่านั้น เพราะมันดี ฮาฮา

พอมาถึงก็ดีจริงๆแหละ และที่นี่ทุกแก้วที่เสิร์ฟเค้าจะอธิบายที่มาที่ไปของวัตถุดิบที่ใช้ด้วย พลอยศรีชอบก็ตรงนี้แหละ ชอบอะไรที่มีเรื่องราว มันทำให้กาแฟอร่อยขึ้นไปอีกหลายเท่าตัวเลยอ่ะ

พวกสาวๆก็นั่งคุยกันไป พวกผู้ใหญ่พี่น้องเค้าก็คุยกัน ทุกคนก็เหมือนได้ใช้เวลาดีๆตรงนี้ร่วมกันจริงๆนะ เรานั่งกันอยู่มากกว่าสองชั่วโมงนะพลอยศรีว่า คือ ชิลล์มากกับตรงนี้ เหมือนมานั่งคุยกันที่บ้านเลยอ่ะ

เป็นจุดแรกแห่งการรวมตัวกันรอบโต๊ะกาแฟ พูดคุยถามไถ่สาระทุกข์สุกดิบกัน เป็นอย่างไร สบายดีไหม เพราะตั้งแต่เช้าคือต่างคนต่างมา พอนั่งเครื่องก็แยกย้ายประจำที่ ลงเครื่องก็รีบขึ้นรถไปกินติ๋มซำ ไม่มีโต๊ะรวมก็แยกๆกัน จากนั้นก็แยกย้ายกันอีก แบบยังไม่มีโอกาสได้นั่งกันนานๆแบบหันหน้าหากันเลย ตรงนี้เลยกลายเป็นที่พักกายสำหรับพวกเราไปโดยปริยาย

หลังออกจากร้านกาแฟ เราก็ไปเดินชมเมืองเก่าภูเก็ตกัน ก็ไม่มีอะไรมาก ลักษณะของเมืองก็คือ บ้านตึกโบราณสองชั้น ชั้นแรกก็จะขายของต่างๆสำหรับนักท่องเที่ยวหรือไม่ก็ทำเป็นคาเฟ่ร้านอาหาร ร้านกาแฟ ชั้นบนก็แล้วแต่ บ้างเป็นที่พักอาศัยบ้างก็ทำร้านทั้งสองชั้น การตกแต่งก็ดูเก๋ดี ตามสไตล์แหล่งท่องเที่ยวสากล

ณ. สถานที่แห่งนี้คือ ทุกคนเดินกันตามอัธยาศัย ใครอยากไปไหน แวะซื้อแวะกินอะไรตามใจได้ เราให้เวลาหนึ่งชั่วโมงนัดพบกันที่จุดจอดส่ง ลักษณะการเดินไม่ต้องกลัวหลง เค้าบอกว่าให้เดินเป็นสี่เหลี่ยม

ถนนเดินง่ายๆค่ะ มาตรงนี้พลอยศรีก็เดินไปหาบะหมี่และเย็นตาโฟท้องถิ่นกิน โอ้ยเครื่องแน่นชามมาก ราคาก็ไม่แพงเลย ถามว่าหิวไหม ตอบว่าไม่นะ แต่อยากจะชิม ก็ชิมให้รู้ ส่วนน้องสาวก็ไปต่อคิวซื้อขนมหวานร้านดัง คนเยอะมาก แต่ก็หวานจริงๆ หวานเจี๊ยบ ฮาฮา และมาภูเก็ตเค้าว่าหมูฮ้องร้านตู้กับข้าวมันอร่อยนะเธอ อ้าวเราไม่มีเวลากิน ไม่เป็นไร น้องสาวพลอยศรีก็ไปต่อคิวสั่งหิ้วมา เอาไว้ไปกินกันมื้อเย็นที่ร้านอาหาร ถามพ่อและอาๆ เค้าว่าทางพวกเค้าไปกินโรตีกัน

หลังจากเดินเสร็จ เราก็ไปทานกลางวันกัน ไม่สิบ่ายแล้ว แต่เรากินกันตลอดไง ท้องไม่มีเวลาย่อยเลย แต่เอาเป็นมื้อกลางวันนั่นแหละ เมนูวันคือ ขนมจีนน้ำยาปูตะพานหิน เป็นธรรมเนียมอีกแล้ว มาถึงภูเก็ตก็ต้องกินขนมจีนน้ำยาปู ไปถึงเราก็ไปสั่งๆมีน้ำแกงหลากหลายทั้งแกงเนื้อ แกงเขียวหวาน แกงไตปลา น้ำยากะทิ และน้ำยาปู

พลอยศรีสั่งน้ำยาปูค่า มาแล้วมันต้องกิน อันอื่นหากินได้ทั่วไป ฮาฮา อีกหนึ่งเอกลักษณ์อาหารใต้คือ ผักเคียงเค้าเยอะแยะมาก ให้ไม่หวงหมดเติมใด้ และที่หน้าร้านมีร้านขายมังคุดคัด ขำอ่ะ พลอยศรีอยากรู้อยากเห็น แต่เป็นคนไม่กินอะไรฉ่ำแฉะที่คนอื่นปอก แต่ก็นะมาถึงถิ่น เดินออกไปซื้อ และเอามาให้คนอื่นกิน คริคริ คนกินบอกเออดี กรอบดี จบสบายใจและ

จบจากการกิน ทีนี้ก็ใกล้ได้เวลาจะเข้าที่พักแล้ว เราก็ค่อยๆออกเดินทางไปที่โรงแรมกัน มาครั้งนี้อย่างที่บอกแต่ต้นเรามีเด็กด้วย จึงเลือกที่พักคือโรงแรมประมุกโก้ ที่นี่มีสวนน้ำให้เด็กๆได้เล่นกัน มีสไลด์เด้อ คือก็ดีนะ ห้องก็ใหญ่ดี มีทั้งแบบห้องครอบครัวมีเตียงเด็ก และห้องปกติทั่วไป

เราก็จัดให้เหมาะสมกัน เช็คอินเสร็จก็มาเข้าที่พัก พักผ่อนตามอัทธยาศัย พลอยศรีพักกับน้องและลูกของอาอีกคนเราจึงเลือกใช้เตียงเสริม ส่วนห้องอื่นก็พักกันห้องละสองคน หรือห้องครอบครัวพ่อแม่ลูกๆ

ช่วงที่รอเช็คอิน มีน้ำชามะนาวมาเสิร์ฟคือ กลิ่นหอมรสชาติดีมากจนต้องถ่ายรูปไว้ด้วย ตอนแรกเฉยๆ แต่พอดื่มแล้ว เอ๊ะอร่อยอ่ะ

ช่วงนี้ก็ไม่มีอะไรทำค่ะ พักผ่อน นอนเล่น เราก็รอเวลาเพื่อออกไปทานมื้อค่ำกัน คืนนี้มีนัดไปปาร์ตี้อาหารทะเลที่ร้านมุกมะณี ซีฟูดส์ ตอนหนึ่งทุ่มตรง แต่เรานัดพบกันที่ล๊อบบี้เวลาห้าโมงเย็นเพื่อที่จะไปชมดวงอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวกังหันลม

ตอนที่ไปนั่งรอดวงอาทิตย์ตก เราจะเห็นผู้คนมากมายมานั่งแบบสบายๆ บางคนก็มานั่งคนเดียวเปิดเพลงเบาๆกับเบียร์หนึ่งขวด บางคนก็มาเป็นคู่ มองดูแล้ว เนี่ยแหละคือการใช้ชีวิตให้ช้าลง มีเวลาบ้างมานั่งผ่อนคลาย มีเวลามาชื่นชมธรรมชาติบ้าง พลอยศรีเป็นคนชอบออกไปเที่ยวนะ ชอบดูผู้คนรอบๆ ชอบดูพฤติกรรมของพวกเค้า เราได้อะไรหลากหลายจากสิ่งที่เราเห็น อะไรที่เราชอบก็นำกลับมาปรับใช้ การไปเที่ยวบางครั้งก็มักจะเป็นครูสอนวิชาชีวิตของเราในบางเรื่อง

เสร็จแล้วเราก็พากันไปทานอาหาร ร้านนี้ก็จะบริการปรุงอาหารให้เลย เราอยากจะกินอะไรก็ไปเดินหาซื้ออาหารทะเลในซอยแถวๆหน้าร้านมาให้เค้าได้

คืนนี้เราจัดกันหนักหนาสาหัสมาก คือทุกคนเอ่ยเป็นเสียงเดียวกกันว่า อิ่มมากก ( ก ล้านตัว) กุ้ง หมึก หอย ปู ปลา มาพร้อม มื้อนี้คือไม่อั้น เป็นมื้อใหญ่ซีฟูดส์จริงๆ ไม่มีผิดหวัง หอยเชล หอยนางรม หอยหลอดมาครบ กุ้งลายเสือ กุ้งมังกรก็มา กั้งก็ไม่พลาด ปลาทอด ปลานึ่ง ปลาดิบพร้อมเพรียงเรียงแถวกันมา มาอย่างละสามเซ็ต เซ็ตละเก้าเมนู มีสิบเก้าคน ไม่อิ่มมาก ก. ล้านตัวได้ไง

ทุกคนแฮปปี้คนจัดทริปก็ชื่นใจ ต้องถ่ายภาพหลานชายมาด้วย คือ ใดๆ คุณชายแกะปูเก่งเว่อร์ แกะได้คล่องแคล่วและแกะสะอาดมาก เห็นตัวเล็กๆแบบนี้แต่ไม่ต้องดูแล คือ ช่วยเหลือตัวเองแบบสบายๆ ไม่ต้องบริการ ไม่ต้องจัดแจง น้องจัดการตัวเองแบบป้านั่งมองด้วยความชื่นชม ชอบอะไรก็กินอันนั้น กินได้ทุกอย่างไม่มีบ่นเผ็ด ไม่เลือกอาหาร เค้าจัดการตัวเองได้จริงๆ ไม่ต้องวุ่นวาย

อิ่มตัวเอียงกันกลับห้องมาเลย คืนนี้ส่งผู้ใหญ่เข้านอน เราสาวๆก็ออกไปเที่ยวกัน ไม่ไกลมากนั่งรถออกมาจากโรงแรมสักยี่สิบนาทีก็ถึง มาดูเค้าโชว์ไฟริมชายหาด สั่งเบียร์เย็นๆมาทาวเวอร์นึง ดูไฟเสร็จก็กลับไปนอน ทุกอย่างคือ สวยงาม การแสดงไฟก็สวยมาก บรรยากาศดีๆมาพร้อมกับบทสนทนาดีๆเช่นกัน

วันที่สองที่ภูเก็ต วันนี้เรามีแผนการออกไปเที่ยวชมเกาะต่างๆ เราซื้อบริการทัวร์ เค้านัดที่จุดลงเรือเก้าโมงเช้า แต่ลงเก้าโมงครึ่ง ดังนั้นเราก็ต้องลุกมาทานอาหารเช้าให้เรียบร้อย และพร้อมขึ้นรถตอนแปดโมงตรงเพื่อไปยังท่าเรือ

ชอบความเป็นไข่ดาวที่มีไข่แดงสวยเด่นจนต้องถ่ายรูปมา และพลอยศรีก็เป็นโรคจิต คือถ้าไปโรงแรมต้องกินขนมปังไข่ดาว และก็ต้องมีข้าวต้ม หรือก๋วยเตี๋ยวอาหารไทยๆด้วยถ้าเค้ามี

ที่ท่าเรือก็มีบริการอาหารด้วยนะ คือดีทีเดียว กาแฟหลากหลาย แบบสด แบบ3 อิน 1 ขนม มีพร้อมเผื่อใครยังไม่ได้ทานมา หรือ หิวระหว่างรอ ฟรีค่ะ.. เราก็กินกันมาเรียบร้อย แต่เป็นโรคเจอของฟรีไม่ได้ ก็ต้องไปหยอดๆแหยะ ขนมชิ้นนึง กาแฟบ้างไรงี้ อิอิ กว่าเค้าจะเรียกลงเรือ ก็นั่งชมดอกไม้ ถ่ายรูปกินกันอิ่มไป

จากนั้นเราก็ลงเรือ วันนี้ทริปของเราทั้งวันก็จะอยู่กลางทะเล และไปแวะกินอาหารกลางวันแบบบุฟเฟ่ต์ที่เกาะพีพี โดยรวมคือ ทุกอย่างดี แต่วันนี้ก็มีฝนตกช่วงเย็นหนักเอาการตอนที่กำลังนั่งเรือเพื่อกลับ แต่พวกเราก็สนุกกันท่ามกลางสายฝนนั่นแหละ

ภูเก็ตคือ ทะเลสวย น้ำใสจริงๆ ถึงแม้ฝนจะตกบ้างแต่รวมๆก็สวยดี และเราก็ได้ไปทุกที่ตามที่ทัวร์กำหนดไม่ได้ยกเลิก เด็กๆก็กระโดดเล่นน้ำที่หัวเรือกันท่ามกลางสายฝนปรอยๆ ถึงเวลาดำน้ำดูปลาก็มีปลาหลากหลาย

พลอยศรีไม่ค่อยมีรูปทะเลเพราะไม่ได้ถ่ายกลัวกล้องเปียกน้ำ ขึ้นเรือลงน้ำ เราก็เลยไม่งัดออกมาเลย เสพสุขและชมเอาด้วยสายตาตรงนั้นเลย แต่คือ น้ำสวยมาก บางที่ก็สีฟ้ากระจ่างใส บางที่ก็เป็นสีเข้มเหมือนสีคราม หรือบางที่สีฟ้าสว่างเหมือนสีเทอร์คอยส์ บางจุดก็ออกเขียวมรกต เปลี่ยนไปให้ว้าวตลอดเลย อีกทั้งมีฝนประปรายทำให้เห็นหมอกบางๆลอยปกคลุมเหนือบนยอดเขา

ธรรมชาตินั้นสวยงามเสมอไม่ว่าจะยามไหนก็ตาม ตอนฟ้ากระจ่างแดดส่องจ้าก็สวยในแบบที่วันฟ้าโปร่ง หรือในวันที่ฝนตกฟ้าครึ้มๆน้ำทะเลก็มีสีเข้มดั่งครามสวยตามธรรมชาติ มองไปตรงไหนที่มีภูเขาก็เห็นม่านหมอกอยู่ร่ำไป

บางคนก็อาจจะโอดควญว่าน่าเสียดายที่เจอฝน โชคไม่ดีเอาเสียเลย แต่สำหรับพลอยศรีแล้ว คิดว่ามันก็ดีนะ เพราะปกติเราไม่ค่อยได้เห็นทะเลในมุมนี้ นี่คงเป็นครั้งแรกในชีวิตของพลอยศรีเลยก็ว่าได้ที่เห็นหมอกลอยปกคลุมยอดเขาที่กลางทะเล ปกติเราต้องขับรถไต่เขาขึ้นไปหาสิ่งนี้ไม่ใช่เหรอ แต่วันนี้เราได้ทั้งเล่นน้ำทะเล ได้ทั้งชมความสวยงามของหมอกบนยอดเขาในคราเดียวกัน

ทุกอย่างมันอยู่ที่มุมมองนะ ถ้าเรามองว่ามันสวยมันก็จะไม่เห็นข้อบกพร่อง หรือไม่เราก็มองเห็นในความผิดพลาดนั้นแต่เราก็ยอมรับมันในแง่มุมใหม่โดยไม่รู้สึกเครียดแค้น แต่เบาใจ

สำหรับพลอยศรีแล้ว ถ้าเราตั้งใจจะไปเที่ยวแล้ว เราก็ต้องเที่ยวแบบไม่คาดหวัง แต่เราจะเที่ยวแบบหลอมรวมไปกับทุกสิ่งรอบๆตัว สนุกและชื่นมื่นไปกับสิ่งนั้นๆ โมเม้นต์ดีๆบางทีเราก็ไม่ได้พบมันบ่อยๆ ในชีวิตนึงเราจะมาเที่ยวทะเลหน้าฝนกันสักกี่ครั้งเชียวว่ามั๊ย แค่ขึ้นฝั่งปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว

หลังจากกลับมาที่พัก ตากฝนกันจนหนาวสั่นมา ตอนแรกตั้งใจว่าจะรีบอาบน้ำแล้วนอนพัก แต่ที่ไหนได้เราตัดสินใจไปเล่นน้ำในสระกัน เราเล่นสไลเดอร์แบบเด็กๆ รอบแล้วรอบเล่า และแล้วความหนาว ความเหนื่อยมันก็หายไป เรากลับรู้สึกว่ามันสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก น้ำในสระมันอุ่นขึ้นมาทันที และการได้ร้องกรี๊ดๆ ตอนที่เล่นสไลเดอร์มันก็ดีไม่น้อย

พลอยศรีรู้สึกว่าเราทุกคนเติบโตวุ่นวายกับหน้าที่การงาน ยุ่งกับการเป็นแม่ เป็นเมีย เป็นพ่อ จนลืมความสนุก หรือลืมความเป็นเด็กในตัวเองไปจนสิ้น พอได้กลับมาปลดปล่อยมันก็รู้สึกดีทีเดียว บางทีเราก็ต้องให้อิสระตัวเองได้ปลดปล่อยพลังบ้าบอออกมาบ้าง เพราะวันทำงานเราก็แบกสาระมามากพอแล้ว

ใกล้เวลานัดเราก็รีบไปอาบน้ำและออกไปกินมื้อค่ำกัน คินนี้เรานัดกันที่หนึ่งทุ่ม ออกไปกินร้านอาหารท้องถิ่นบ้านๆขายอาหารตามสั่งชื่อร้านเจี๊ยบ ราคาไม่แพงหูดับเหมือนร้านอาหารทะเลเมื่อคืน แต่ว่าพวกเราก็ดื่มด่ำกับรสชาติอาหารภูเก็ตอย่างแท้จริง และพูดคุยกันเบาๆว่าอาหารภูเก็ตรสจัดจ้านแต่ก็มีรสหวาน กลมๆอยู่ปลายลิ้น

มื้อนี้อาหารเป็นเมนูหลากหลาย มีทั้งแกงส้มหมูกรอบ (เพิ่งเคยกินครั้งแรก) ปลาอินทรีย์ทอด ผัดหมี่กระเฉด ผัดฉ่า และอีกมากมาย ที่รสชาติแบบจัดจ้านร้อนแรงดี เมนูเด่นที่พลอยศรีถูกใจก็โกยซี่หมี่ทะเล เครื่องแน่นไม่กั๊ก และไข่เจียวฟูปูกรอบ คือกรอบมาก เหมือนเดิมคณะเราก็ต้องสามเซ็ต กินกันจนทุกคนบอกว่าอิ่มจนไม่มีที่จะใส่ มีทั้งข้าวต้มและข้าวสวยให้ตักตามชอบใจ ผัดผักเราก็มี

ส่วนตัวพลอยศรีคิดว่า อาหารเค้าอร่อย เพราะวัตถุดิบเค้าดี สดใหม่ ทำไว ทำร้อน เสิร์ฟเลย อะไรก็ตามที่มันสดใหม่ เสิร์ฟร้อนๆมันก็จะมีรสชาติเด่นเป็นธรรมดา อีกทั้งพ่อครัวก็ชำนาญการ เค้าทำมานานก็รู้แรงไฟ อาหารของเค้าถึงจะดูธรรมดา แต่พอจัดออกมาพวกเราก็รู้สึกว่า อร่อยไม่ว้าวเว่อร์แต่ก็ไม่ธรรมดาแบบที่ไปกินตรงไหนก็ได้ คือ มันมีความพิเศษซ่อนอยู่นั่นแหละ

ร้านนี้มีเรื่องเล่า คือพวกเราสั่งกันแบบเสียสติ ทุกอย่างมันดูน่ากินไปหมด เห็นป้ายเมนูบนข้างฝา เราก็อยากจะสั่งไปเสียทุกอย่าง แต่เราได้แจ้งเมนูกับทางไกด์ให้ไปสั่งร้านไว้ล่วงหน้าแล้ว เพื่อที่ไปถึงเราจะได้กินเลยไม่ต้องรอ

พอมาถึงร้านแหงนมองป้ายเราก็เดินไปสั่งเพิ่ม ไกด์บอกกลับไปก่อน กินของที่สั่งไว้ให้หมดก่อนเดี๋ยวค่อยว่ากัน เราก็เลยแอบเดินหน้ามึนกลับมา เค้าไม่อนุญาตให้สั่ง ฮาฮา

แต่แล้วก็เป็นความโชคดี เพราะพออาหารออกมา คือ กินกันไม่หมดจริงๆ อาหารวันนี้คือ เราเปิดเมนูดูกันในคืนก่อนหน้าและโทรสั่งตอนง่วงนอนไง อยากรีบนอนเลยสั่งกันแบบอันนี้ก็ได้ อันนั้นก็เอา ขำอ่ะ แต่อาหารก็ราคาปกติและอร่อยคุ้มจริงๆ

กินเสร็จก็กลับที่พัก เข้านอน วันนี้เรานอนกันแบบไปถึงก็หลับกันเลย ไม่มีพูดคุยอะไรกันแล้ว วันนี้เหนื่อยล้าเหมือนออกไปพจญภัยมา แต่มันก็พจญภัยจริงๆนั่นแหละเนาะ ทั้งเล่นน้ำ ทั้งตากฝน ทั้งฝ่าคลื่นลมกลับเข้าฝั่ง ก็เพลียเป็นธรรมดา

เช้าวันใหม่ วันนี้พวกเราจะต้องเดินทางกลับกันแล้ว แต่เราเดินทางกลับกันตอนเย็น ดังนั้นวันนี้ก็จะเป็นวันสบายๆไม่รีบร้อนอะไร พวกเราตื่นสายหน่อย ออกไปทานอาหารเช้า และเช็คเอ้าท์ออกตอนสิบโมงตรง จากนั้นก็ขึ้นรถเพื่อไปหาที่นั่งชิลล์ รอเวลาขึ้นเครื่องกลับ

ผู้จัดทริปก็พาเราไปนั่งดื่มกาแฟโบราณ เป็นร้านป้าร้านลุงแก่ๆชาวบ้านทั่วไปที่เปิดบ้านเป็นร้านขายของชำ ขายกาแฟโอเลี้ยงแบบที่เคยเห็นสมัยเราเป็นเด็กๆ ร้านนี้เราแวะเพื่อให้ผู้สูงวัยได้ผ่อนคลาย รำลึกวันวาน คริคริ

พวกเรานั่งคุยกันที่ร้านนี้ว่าขายกาแฟเหมือนร้านนั้นที่หน้าวัดในสมัยเราเด็กๆ และทุกคนก็เริ่มบทสนทนา พลอยศรีว่าเนี่ยแหละมันคือช่วงเวลาดีๆที่เราได้มาใช้ด้วยกัน เราได้คุยเรื่องเดียวกันในความรู้สึกที่เชื่อมโยงไปถึงอดีตและมันก็กระโดดกลับมาที่ปัจจุบัน

สั่งโอเลี้ยงกันหลายแก้ว พอจ่ายเงินก็ตกกะใจมาก ราคาไม่ถึงร้อยบาทค่ะทุกๆคน เราได้มาใช้สถานที่นั่งพัก พูดคุย และดื่มด่ำกับบรรยากาศบ้านๆในราคาไม่ถึงร้อยบาท มันหายากแล้วนะในสมัยนี้น่ะ

จบจากร้านกาแฟโบราณก็ไปต่อกันที่ร้านขายของฝาก เป็นธรรมดาเนาะ ไปเที่ยวก็ต้องมีของฝาก เพื่อเอามาฝากญาติพี่น้องและเพื่อนร่วมงาน ของฝากภูเก็ตก็คงไม่พ้นน้ำพริกกุ้งเสียบ ลูกชิ้นปลา และอื่นๆจิปาถะ ก็หอบหิ้วกันไป คนละแพ็กสองแพ็ก

เสร็จแล้วก็ไปกินข้าวมื้อสุดท้ายที่ภูเก็ต เราเลือกเป็นร้านข้าวแกงริมทาง ร้านนี้ไกด์ก็แนะนำอีกเช่นกัน และก็ต้องบอกว่าไม่ผิดหวังนะ ชื่อร้านข้าวแกงริมนาสาคู เป็น อาหารพื้นบ้านริมทางแต่อร่อยดี เนื่องจากเราไปตอนเวลาพักกลางวันพอดี จึงมีเจ้าหน้าที่พนักงานออกมากินพร้อมๆกัน ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการดูว่าร้านนี้เค้าขายดีจริงแหละ ลูกค้าดูจะเป็นที่คุ้นเคยกัน

ส่วนเรานักท่องเที่ยวจรมาแต่ก็ติดใจ อาหารและบรรยากาศมันไปในทิศทางเดียวกัน มีลมโชยเบาๆชายเขาริมทุ่งนา

เวลายังเหลือคราวนี้เราก็ไปคาเฟ่วัยรุ่น สุดท้ายวันนี้เราเลือกร้านสีครามคาเฟ่ อยู่ไม่ไกลจากสนามบินมากนัก เราใช้เวลาอยู่ที่นี่กันพักใหญ่ แบบว่านั่งชิลล์ ร้านนี้เค้าก็ทำน่ารักดี ชอบทั้งสีและรูปทรง อีกทั้งมีที่นั่งเยอะมาก ทั้งด้านนอกด้านใน คือกระจายไปได้ทั่ว เป็นจุดพักผ่อนที่ดีทีเดียว และมีที่ให้เด็กๆวิ่งเล่นด้วย พลอยศรีสั่งน้ำชากุหลาบมะนาว คือหอมอร่อยเปรี้ยวนิดหน่อยลงตัว

ทริปนี้ก็คงต้องบอกว่าเราสิ้นสุดกันที่สีครามคาเฟ่ ที่นี่เราได้นั่งพักผ่อนเป็นจุดสุดท้ายของทริป 3 วัน 2 คืน ที่เป็นการมาเที่ยวแบบเบาๆ ไม่มีการอัดแน่นที่ต้องไปดูนี่ชมนั่นจนไม่มีเวลาให้ได้นั่งพัก นั่งผ่อนคลาย

เวลาที่นั่งคุยกับเพื่อนเค้า ถามว่าไปเที่ยวภูเก็ตไม่เห็นมีรูปอะไร เลยมีแต่กินมีแต่ร้านคาเฟ่กับร้านอาหาร ไม่ได้ไปเที่ยวไหนเหรอ พลอยศรีก็ไม่รู้จะรู้จะอธิบายว่าอย่างไร อาจจะเพราะเราอายุมากขึ้นหรือเปล่าเราเลยไม่ชอบทำอะไรเหนื่อยๆ ถ้าให้มองย้อนไปเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว เวลาไปเที่ยวที่ไหนสักแห่งก็เหมือนจะต้องไปตามเก็บรูปจุดต่างๆให้ครบ

บางที่เราก็ไม่ได้อินอะไรมากมายแค่ต้องไปเอารูปมา สุดท้ายแล้วไปเที่ยวมันไม่ได้พักผ่อนเท่าไหร่ ไปแล้วเหมือนมันล้ากว่าเดิม ฮาฮา

พออยู่ๆมา พลอยศรีกลับชอบการท่องเที่ยวแบบนี้นะ คือ ไม่ต้องรีบเร่งอะไร เนิบนาบไปเรื่อยๆ นอนตื่นสายได้ มีแผนการอะไรเด่นๆแค่ไม่กี่อย่าง และปล่อยให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน แม้ไม่ต้องทำอะไรแค่นอนปล่อยลมหายใจทิ้งไปเงียบๆที่ริมหาดก็โอเค

พลอยศรีว่าบางทีเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราอยากจะไปไหน อยากจะทำอะไร เราอยากจะไปเที่ยวที่ภูเก็ตเพื่ออะไร คำตอบคือ เราอยากจะไปทะเล ดังนั้นเป้าหมายของเราคือการมาเห็นทะเล ลงเล่นน้ำทะเล มากินอาหารทะเล มาชมเมืองภูเก็ตนิดหน่อย พลอยศรีว่ามันก็ครบแล้วนะ

คณะผู้บริหารจัดการทริปครั้งนี้ เรียกเก็บเงินคนละแปดพันบาท ส่วนเด็กครึ่งราคา ทั้งหมดนี้รวมตั๋วเครื่องบินไปกลับด้วย รวมทุกอย่างเบ็ดเสร็จค่ากิน ค่าดื่ม ค่าที่พัก ค่าเรือออกทะเล ค่ารถตู้และไกด์แนะนำ พลอยศรีคิดว่ามันคุ้มมากๆ เพราะเมื่อมาถึงสนามบินดอนเมืองเครื่องขึ้นจนลงจอดดอนเมืองอีกรอบเราแทบจะไม่ได้ใช้เงินเลยถ้าเราไม่คิดจะซื้ออะไรที่นอกเหนือส่วนตัว

หนึ่งปีเราจะรวมตัวไปเที่ยวกันสักครั้ง ถ้าคิดวางแผนนานๆและค่อยๆเก็บเงินไปทุกๆเดือน เดือนละนิดเดือนละหน่อย พอถึงวันไปมันก็สบายใจ ทางครอบครัวเราชอบวิธีการนี้กันมากๆ เพราะถ้าไม่วางแผนเก็บเงินล่วงหน้าสะสม พอถึงวันจะไปจะมีปัญหาตามมา เงินไม่มี เงินไม่พอ แต่พอเราเรียกเก็บไปทีละน้อยๆมันไม่กระทบกระเทือนค่าใช้จ่ายประจำมาก

เค้าบอกว่าคนเรามักจะมี income inflation คือมีเงินเฟ้อจากรายได้ที่เพิ่มขึ้น พอมีเงินอยู่ในมือมากขึ้นเดี๋ยวก็จะเอาไปจ่ายนั่นจ่ายนี่ ใจใหญ่ ใช้ได้ตอนนี้ ใช้ไปก่อนเดี๋ยวค่อยเก็บเดือนหน้า แต่ถ้าหักออกไปแล้วมันก็อยู่ได้นะ ถ้าไม่หักมันก็จะผลัดเรื่อยไปจนถึงวันจะไป ทีนี้ก็เอาและ หมุนเงินไม่ทัน

พอเราทำแบบนี้คณะท่องเที่ยวของเราก็ชอบมากเลย มันจ่ายนาน จ่ายน้อย และรู้สึกมีเป้าหมาย มีการรอคอยอะไรบางอย่าง พลอยศรีว่ามันดีกับชีวิตนะ มันเป็นความสุขใจเล็กๆ เป็นรางวัลชีวิต ที่บางทีเราไม่ต้องรอให้ใครมาส่งมอบ เราสร้างเองได้

พลอยศรีเคยอ่านเจอนะ เค้าชอบเขียนไว้ตามคาเฟ่ คำพูดเก๋ๆที่ว่า “ความสุขคือสิ่งที่เราสร้างเอง” หรือ “เรื่องราวของวันนี้จะเป็นความทรงจำของวันข้างหน้า” คนเรามีเวลาทั้งหมดแค่สี่พันสัปดาห์เอง เราจะสร้างความทรงจำดีๆได้กันสักกี่เรื่องราวเนาะ

ทริปภูเก็ตทริปนี้ พลอยศรีให้เป็นอีกหนึ่งความทรงจำดีๆ เป็นทริปครอบครัวญาติพี่น้อง ที่พลอยศรีคิดว่าเมื่อไหร่ที่เราพร้อมแล้ว พอมีกำลังที่จะเดินทางไปพบกัน พลอยศรีก็อยากจะทำ เพราะในช่วงเวลาที่เหลือเราจะมีเวลาได้รวมตัวแบบพร้อมเพรียงกันแบบนี้อีกกี่ครั้งก็ไม่รู้ได้ ความสุขมันอาจเป็นความรู้สึกที่จับต้องไม่ได้ แต่เรารับรู้ได้ว่าเรามีความสุขแล้วนะ

ความสุขที่ได้พบกัน ความสุขที่ได้พูดคุยกันตัวเป็นๆ ความสุขที่ได้นั่งทานอาหารด้วยกัน ความสุขที่ได้นั่งดื่มกาแฟคุยกันหัวเราะกัน คือมันไม่ต้องมีอะไรมากมาย บางคนเราอาจไม่ได้คุยกันมากมายแต่เราก็ยิ้มให้กันได้พบกัน

และบางทีมันก็ไม่ต้องไปใช้จ่ายเงินในเรื่องอะไรให้หรูหราด้วยถ้างบประมาณเราน้อยเราก็จัดสรรให้เหมาะสม อย่างทริปนี้ของเรา พวกเราเน้นหนักจ่ายหนักไปที่อาหารทะเลแต่เราก็ทราบกันอยู่แล้วว่าเราจะมีมื้อหนัก นอกนั้นก็ธรรมดาทั่วไป ซึ่งเราต้องการจะเที่ยวและกินแบบไหนเค้าก็มีทุกระดับ

อย่างที่บอก บางทีเราก็ต้องมอบของขวัญให้ตัวเองไม่ต้องรอให้ใครมาหยิบยื่น แต่ก็ต้องรู้ว่าเราจะจัดหนักได้เท่าใด ถ้าหนักทุกมื้อเราก็คงหนักแรงและการไปเที่ยวก็จะกลายเป็นทุกข์ แต่พอผสมผสาน ทุกอย่างมันจึงออกมาพอดี

เก็บคนละแปดพันบาทเรายังมีเงินทอนอีกด้วยนะ นั่งขำกันว่าทำไงกับเงินทอน น้องอีกคนบอกกินให้หมด แต่ท้องก็ไม่มีที่ใส่ อีกคนบอกเก็บไว้ทริปหน้า นี่ไงมันเกิดความติดใจ ผู้บริหารทริปเลยตัดสินใจ คืนเถอะ ทริปใหม่ค่อยว่ากัน คืนกันแบบน้อยๆนั่นแหละ ฮาฮา

พอขึ้นรถมา อาผู้ชายร้องถามว่าปีหน้าเราจะไปไหนกันดี จะชวนกันเก็บเงินตั้งแต่ต้นปี เสียงพ่อพลอยศรีพูดมาจากหลังรถว่าไปเวียดนามไม๊ หรือ ไปสิบสองปันนา อีกคนบอกมาไปเดินที่ซาปา

ทุกคนหัวเราะกันเสียงใสบอกว่า ถ้าเก็บแต่ต้นปีนี่เดือนนึงแค่งดกาแฟแพงๆไปสักสองสามแก้วก็ได้แล้วนะ นี่ไงสิ่งที่เรามักจะมองไม่เห็น มันคือสิ่งที่เราใช้จ่ายแฝงไปทุกๆวันแบบไม่ได้คิดอะไรนั่นแหละ แต่ถ้าเราหักออมไว้แต่ต้นปี ปลายปีเรามีเงินไปเที่ยวแบบสบายใจเลย

ตอนนี้เสียงโหวดเริ่มมาจะไปไหนกันดี หัวละหมื่นกว่าๆเตรียมกันไว้นะ ใกล้เวลาค่อยว่ากัน เก็บเกินดีกว่าขาด เหลือแล้วเดี๋ยวทอน ขำที่สุดก็ตรงนี้แหละ ทุกคนบอกปีๆใช้เงินกับอะไรไม่รู้ไปเยอะแยะ พอจะเที่ยวไม่มีเงิน พอมาเก็บเงินแบบนี้ กินกันอย่างเยอะ นอนอย่างดี เดินทางสะดวก ดูเหมือนจะแพง แต่กลับได้เงินทอน คือติดใจแล้ว

สำหรับวันนี้คงต้องขอตัวลา บันทึกนี้ยาวไกลมาก แต่ก็สุขใจล้ำลึก สุขใจยิ้มกว้าง แล้วพบกันใหม่ทริปหน้า สวัสดีค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s